สำหรับกิจกรรมใน"สวนเพลิน" มีดังนี้ คือ
10) ไตธรรมชาติ (แปลงพืชที่ใช้บำบัดน้ำ)
- มีแนวคิดเกี่ยวกับระบบการทำงานของไต (คน) เพื่อที่จะทำการฟอกน้ำเสียให้สะอาดเสียก่อน
ก่อนที่จะปล่อยออกไปจากรีสอร์ต โดยปั๊มน้ำเข้ามา แล้วใช้พืชน้ำบำบัด
เช่น ธูปฤาษี กกเหลี่ยม กกกลม สันตะวา เป็นต้น และไหลวนไปวนมาจนลงบ่อ
"สระกระโถนท้องพระโรง" ซึ่งจะทำหน้าที่รับน้ำที่บำบัดแล้วจากอาคารและพื้นที่ชุ่มน้ำ
เพื่อรอการหมุนเวียนตามระบบต่อไป
- หอยเชอรี่ รีสอร์ตได้นำยอมาทำเป็นเครื่องมือในการจับหอยเชอร์รี่มาและนำไว้สำหรับหมักทำเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ต่อไป
- สมุนไพรหลากชนิด เพื่อทำยา ไล่แมลงและกิจกรรมอื่นๆเช่นสปา
11) พืชสวนครัว ประกอบด้วย
- มะนาว - พริกไทย
- ตะไคร้ - กระเพรา
ฯลฯ
12) บ้านอนุรักษ์ธรรมชาติและพลังงาน
ภายในสวนเพลิน นอกจากจะมีพืช ผัก ผลไม้ ต้นไม้ต่าง
ๆ แล้ว ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่า "บ้านอนุรักษ์ธรรมชาติพลังงาน"
ซึ่งใช้เป็นต้นแบบในการก่อสร้างอาคารที่พักภายในรีสอร์ต
ทั้งหมดโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาวาย
มาทำการทดสอบ ภายในตัวอาคารจะใช้ระบบหล่อเย็นและเป็นระบบการก่อสร้างแบบยึดเหนี่ยวในตัวเอง
การก่อสร้างจะไม่ใช้เทคนิคสูง สามารถสร้างเองได้ ไม่ต้องใช้ไม้แบบ
แต่ใช้ดินผสมซีเมนต์ และน้ำที่ทำปุ๋ยหมักอัดก้อน มีรูเพื่อให้สามารถระบายความร้อน
โดยให้ความร้อนวิ่งสู่หลังคาทำเป็นน้ำอุ่น และมีระบบน้ำเย็นอยู่ภายในตัวอาคาร
โดยตัวบ้านมีความสูงระดับต้นไม้ เพื่อป้องกันพายุการก่อสร้างดังกล่าวเป็นการใช้ทรัพยากรและแรงงานที่มีในท้องถิ่น
จึงทำให้ประหยัดทั้งเงินและเวลา มีความคงทน สามารถรับแรงกระแทกที่มีความเร็วลม
ถึง 267กม./ชม. และทนแรงแผ่นดินไหวขนาดสั่นสะเทือน 7.63
ริคเตอร์ได้ โดยส่วนที่ปลอดภัยที่สุดคือห้องน้ำ เพราสิ่งของไม่สามารถลอยออกมากระทบได้
แม้มีรถยนต์ลอยมาก็สามารถทนแรงกระทบได้ และสามารถรองรับจำนวนคนได้ถึง
750 คน ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับพายุคนที่อยู่ในบริเวณนี้ก็สามารถเข้ามาหลบพายุแทนถ้ำได้
นอกจากนี้ภายในตัวอาคารยังออกแบบเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้พัก
โดยการสร้างแบบเป็นหยัก (เดินสวนกันจะได้ไม่เขิน)
13) เกษตร 4 ชั้น
การปลูกต้นไม้ภายในรีสอร์ตได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการทำเกษตร
4 ชั้น มาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผสมผสานประโยชน์ของพันธุ์ไม้ทั้งยืนต้นและ
ทรงพุ่ม คลุมดิน และใต้ดินเข้าด้วยกัน ทำให้มีพืช ผัก
ผลไม้ ไว้รับประทานตลอดปี และป้องกันแมลงอีกด้วย จึงเป็นการต่างคนต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน
เช่น ต้นน้ำที่พะโต๊ะ โดยแบ่งเป็น
ก. ชั้นบน เช่น หมาก มะพร้าว สะตอ เป็นต้น
ข. ชั้นที่ 2 เช่น มะม่วง ไม้ผล กล้วย เป็นต้น
ค. ชั้นที่ 3 คือ พืชประเภทที่เรี่ยดินต่าง ๆ
ง. ชั้นที่ 4 คือ พืชประเภทใต้ดิน เช่น ขมิ้น แห้ว เป็นต้น
14) ป่า 5 ชั้น
ในแนวคิดการปลูกป่า 3 อย่าง ใช้ประโยชน์ได้ 4 อย่าง
คือ ไม้สร้างบ้าน ไม้ผล ไม้ฟืน และช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ
ส่วนป่า5ชั้นเรียกง่าย ๆ ว่า สูง กลาง เตี้ย เรี่ยดิน
และใต้ดิน
15) การสีข้าว
แต่เดิมข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ รีสอร์ต จะทำการตำเอง
แต่ภายหลังไม่ทันต่อความต้องการ จึงซื้อเครื่องสีข้าวมาในราคา
25,000 บาท ซึ่งผลจากการสีข้าวด้วยตนเอง ทำให้มีทั้งปลายข้าว
รำและแกลบ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยหมักได้ ส่วนวิธีการตำข้าว
สีข้าวและฝัดข้าวแบบโบราณยังคงไว้มีให้ชมในเส้นทางการศึกษาธรรมชาติตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรีสอร์ต
อยู่
16) การปลูกพืชด้วยการห่มดิน
ในด้านหลังของรีสอร์ต มีพื้นที่ว่าง ส่วนหนึ่งที่เป็นดินแน่นที่สุด
แม้กระทั่งหญ้ายังไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จึงมีการนำเอาวิธีการ
"ห่มดิน" มาใช้ ด้วยการนำเศษใบไม้ หญ้า ฟางข้าว
ฯลฯ มาคลุมดิน แล้วนำน้ำปุ๋ยหมักมารดราดสัปดาห์ละ 1
ครั้ง จนกระทั่งใบไม้ หญ้า ฯลฯ เหล่านั้นย่อยสลาย กลายเป็นปุ๋ยให้กับพืช
ผัก ผลไม้ที่ปลูก เช่น มะนาว มะละกอ เป็นต้น
17) บ้านเอนไซม์
กิจกรรมหนึ่งที่อาจถือได้ว่า เป็นกิจกรรมหลักของ ชุมพรคาบาน่า
รีสอร์ต ก็คือการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรต่าง ๆ ขึ้นใช้ภายในรีสอร์ต
ไม่ว่าจะเป็นการใช้กากาผลไม้ หรือเศษอาหารจากครัว หรือมูลสัตว์ต่าง
ๆ มาทำการหมักตามกรรมวิธี เพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของรีสอร์ต
ซึ่งรวมทั้งสบู่และแชมพูที่ใช้ภายในรีสอร์ต หรือแม้กระทั้งน้ำยาล้างห้องน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงแรม
ก็ใช้น้ำหมักชีวภาพที่ทำการหมักในบ้านเอนไซม์นี้ทั้งหมด
ในขณะที่ "มูลคน" ก็สามารถนำมาใช้ในการทำปุ๋ยหมักภายใต้กระบวนการทางชีวภาพได้